Wednesday, 22 of February of 2012

Archives from month » December, 2011

ฟื้นฟูเส้นผมให้มีชีวิตชีวา

สารตกค้างจากผลิตภัณฑ์แต่งผมทั้งหลาย คือ อีกหนึ่งตัวการที่ทำให้เส้นผมดูหม่นหมองไร้ความมีชีวิตชีวา

           เรา ขอแนะนำให้ขจัดมันออกไปด้วยการผสมแอปเปิ้ลไซเดอร์ (น้ำส้มสายชูที่ทำจากแอปเปิ้ล) 1/4 ถ้วย เข้ากับน้ำสะอาดประมาณ 5 ลิตร (สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ และนำมาใช้ล้างเส้นผมทุก ๆ สองวันได้)

จาก นั้นทำผมให้เปียกด้วยน้ำอุ่น หรือจะใช้แชมพูสระผมแล้วล้างน้ำออกตามปกติได้ เสร็จแล้วก็เทส่วนผสมนั้นลงบนหนังศีรษะและเส้นผมประมาณ 2 ถ้วย ปล่อยให้ส่วนผสมซึมซาบเข้าไปในเส้นผมซักพัก แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นจนรู้สึกว่าเส้นผมสะอาดดี เพียงเท่านี้คุณก็สะบัดผมสวย ๆ ได้อีกครั้งแล้ว


เทคนิคอำพรางจุดบกพร่อง

ใคร ๆ ก็อาจมีข้อบกพร่องที่เป็นอุปสรรคต่อความงามได้ด้วยกันทั้งนั้น แต่โชคดีที่เทคนิคการแต่งหน้าบางวิธีก็สามารถทำให้ข้อบกพร่องนั้นจางหายไปในพริบตา ถ้าคุณทำตามวิธีการของเรานี้

         ปกปิดสิว : เริ่มจากการใช้ก้านสำลีชุบน้ำยายอดตา แล้วนำไปแช่ในช่องแข็งซักพักหนึ่ง เมื่อก้านสำลีที่แช่ไว้นั้นเย็นและแข็งขึ้นแล้ว ก็นำมาประคบบนหัวสิวเม็ดใหญ่ ๆ เป็นเวลา 10 นาที ความเย็นจะทำให้อาการบวมลดลง ในขณะที่ตัวยาในน้ำยาหยอดตาจะช่วยลดความแดง จากนั้นก็แต้มคอนซีลเลอร์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก

         ลบรอยแผลเป็น : แผลเป็นส่วนใหญ่มักจะมีสีเข้มและขึ้นเงา คุณจึงควรใช้ครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอลทุกวัน เพื่อให้แผลเป็นมีสีจางลง และควรใช้คอนซีลเลอร์แบบที่เป็นสีด้านในเฉดสีที่อ่อนกว่าสีผิวหนึ่งเฉดสี ซึ่งควรใช้พู่กันในการทา เสร็จแล้วก็ปัดแป้งฝุ่นทับลงไป

         ซ่อนรอยแดง : คุณควรใช้มอยสเจอไรเซอร์ชนิดเจือสี หรือครีมรองพื้นในโทนสีเหลือง ซึ่งมักจะมีคำว่า Warm หรือ Golden อยู่ในชื่อด้วย โดยใช้นิ้วเกลี่ยลงบนผิวหน้าให้ทั่ว แล้วปัดทับด้วยแปร่งฝุ่นโปร่งแสง


รู้จักผิวไหม้แดดดีพอหรือยัง?

กลับจากไปคลายร้อนที่ทะเลมา สาวๆ อาจต้องประสบปัญหาผิวคล้ำเสียและไหม้แดดที่ไม่ควรละเลย อย่างนี้ต้องรีบเตรียมตัวหาทางรับมือด่วน ผิวไหม้แดด หรือ Sun Burn เกิดจากการอยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน โดยอาการไหม้แดดจะเกิดเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับสีผิวของแต่ละคน ถ้ายิ่งขาวมากเท่าไร ผิวจะยิ่งไหม้เร็วเท่านั้น ปกติระดับการไหม้มีตั้งแต่ 1-6 (ตัวเลขยิ่งน้อยหมายถึงผิวขาวมากและจะยิ่งไหม้เร็ว) ผิวสาวไทยทั่วไปจะอยู่ที่ระดับ 4-5 แต่ถ้าเป็นลูกครึ่งหรือเชื้อสายจีนที่ขาวมากๆ จะอยู่ที่ระดับ 3 ประมาณว่าโดนแดดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 15 นาทีไปจนถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งก็เริ่มไหม้แล้ว ภาวะผิวไหม้แบ่งได้ตามระดับอาการดังนี้ี้ ระดับ 1 อักเสบเล็กน้อย คัน แสบแดง Must do: ให้รีบหลบเข้าที่ร่ม ดื่มน้ำมากๆ แล้วเติมครีมกันแดดในกรณีที่ต้องการอยู่กลางแดดต่อ จากนั้นทาอาฟเตอร์ซันที่มีส่วนผสมหลักของว่านหางจระเข้ หรือจะใช้เป็นเจลว่านห่างจระเข้เลยก็ได้ เพื่อช่วยสมานผิวที่ถูกทำลายและช่วยฆ่าเชื้ออย่างอ่อนๆ ทาประมาณ 2 – 3 วัน อาการก็จะดีขึ้น ระดับ 2 ปวดแสบปวดร้อนตามผิว บวมแดง Must do: หลังจากทำตามวิธีของระดับ 1 เพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น 5 – 7 วันต่อมาอาจมีอาการผิวลอกเป็นขุย แนะนำให้ใช้ใช้ออยล์หรือผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น เช่น น้ำมันงา น้ำมันมะกอก ต่อเนื่องประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ แต่ถ้ารู้สึกว่าเป็นมาก แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อรับยาแก้แพ้ประเภทแอนตี้ฮีสตามีนมาทานควบคู่กับการดูแลผิวด้วย ระดับ 3 พุพองเหมือนโดนน้ำร้อนลวก Must do: รีบปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ ยิ่งถ้าแผลแตก (หนังกำพร้ากับหนังแท้แยกตัว) จะทำให้ติดเชื้อและเกิดอาการอักเสบที่ผิวหนัง ถ้าดูแลไม่ดีอาจมีแผลเป็นหมดสวยได้ ยิ่งกว่านั้นบางรายอาจเกิดอาการเสียน้ำมากจนต้องให้น้ำเกลือและยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อด้วย โดยผิวจะหายเป็นปกติได้ใน 1 เดือน โชคดีหน่อยที่อาการในระดับนี้ส่วนใหญ่มักพบในคนที่ขาวมากอย่างชาวตะวันตกที่ชอบอาบแดดเป็นเวลานานๆ Tips ถ้าไม่มีผลิตภัณฑ์อาฟเตอร์ซัน เบื้องต้นอาจใช้น้ำมันมะพร้าว หรือแตงกวาที่ปอกเปลือก ล้างยางให้หมดมาบดละเอียด แล้วพอกลงบนผิวสัก 5 – 10 นาที หรือจะให้ง่ายกว่านั้น ลองทานมสด น้ำมันพืช หรือเนย เพื่อให้เคลือบผิวให้ชุ่มชื้นสักเล็กน้อยก่อนก็ยังดี การอาบน้ำเย็นหลังจากโดนแดดก็ช่วยให้เลือดฝอยหดตัวลงบ้าง จึงรู้สึกสบายผิวและแสบน้อยลง รับประทานวิตามินซีวันละ 2,000-3,000 มิลลิกรัม และวิตามินอี จะช่วยซ่อมแซมผิวได้ดียิ่งขึ้น ข้อควรระวัง ผิวที่โดนแดดมาจะมีอาการขาดน้ำ จึงควรงดชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการขับปัสสาวะทำให้ผิวขาดน้ำยิ่งขึ้น ห้ามสครับหรือขัดผิวโดยเด็ดขาด เพราะผิวจะยิ่งถูกทำร้ายมากขึ้น แนะนำให้ใช้สบู่เหลวที่มีมอยส์เจอร์สูงจะดีกว่า กันไว้ดีกว่าแก้ 1. ถึงแม้จะไม่ได้อยู่กลางแจ้งก็อย่าลืมทาครีมกันแดด เพราะรังสียูวียังคงสะท้อนจากพื้นน้ำ ดิน และปูนซีเมนต์มาทำลายผิวให้หมองคล้ำอยู่ดี 2. ควรทาครีมกันแดดตั้งแต่เวลา 9.00 น. – 16.00 น. จะดีกว่าทาแค่ช่วงแดดจัด เพราะรังสี UVA สามารถทำลายผิวได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก เป็นตัวการสำคัญทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นก่อนวัย 3. ครีมกันแดดที่ดีควรมีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป และเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เพราะประสิทธิภาพของครีมจะค่อยๆ ลดลง สาวๆ ยอมเสียค่าครีมกันแดดอีกสักหน่อย ดีกว่าเสียค่าทำเลเซอร์ตั้งเยอะ


Diet ง่าย ๆ สไตล์ญี่ปุ่น

เคยสังเกตกันไหมว่า สาวญี่ปุ่นนอกจากจะคงความโนะเนะ น่ารักของวัยใสไว้ได้จนกระทั่ง เข้าวัยกลางคนแล้ว เธอยังคงทรวดทรงงดงาม อ้อนแอ้นตามแบบหญิงเอเชีย ไม่อ้วนเผละไปตามวัยที่เพิ่มขึ้น หรือพกห่วงยางไว้ให้อุ่นใจ ยามเตร็ดเตร่แถวชายทะเล เหมือนสาวประเทศอื่น ๆ พวกเธอมีเคล็ดลับอย่างไร ในการรักษาทรวดทรงองค์เอว ให้อ้อนแอ้นอรชรเหมือนสาวแรกรุ่น ตลอดเวลากันแน่ คำตอบง่าย ๆ คือ วิธีการรับประทานอาหาร ของพวกเธอในแต่ละวันนั่นเอง เคล็ดลับที่จะนำเสนอนั้น นอกจากจะ ใช้ได้กับอาหารญี่ปุ่นแล้ว ยังปรับใช้ได้กับอาหารไทยอีกด้วย

          เริ่มจากการเลือกถ้วยชามชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าถ้วยชามที่เหมาะสมกับการรับประทาน อาหารแต่ละมื้อ คือถ้วยชามที่มีสีออกแนวเอิร์ธโทนอย่างเช่น ขาว ดำ เทา เพราะอาหารเป็นสิ่งที่รังสรรค์ขึ้นจากธรรมชาติ ความลงตัวของศิลปะในการกินจึงเป็นเรื่องสำคัญ

          นอกจากนั้น ถ้วยชามที่ใช้ควรมีขนาดเล็ก ไม่ควรใช้จานเปลใหญ่ในการตักอาหาร เพราะเป็นหลักจิตวิทยาว่า ถ้าคนเห็นอาหารเต็มชาม แม้ชามจะขนาดเล็กกว่าปกติ จะทำให้คนเราอิ่มได้เร็วขึ้น ดังนั้น ควรลดขนาดภาชนะบนโต๊ะอาหารลงเสียตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าไม่อยากให้ฮิปโปโปเตมัสเข้าใจว่าคุณเป็นผู้ให้กำเนิด

          การใช้ตะเกียบพุ้ยข้าว จะทำให้คุณกินข้าวได้ช้าลง และปริมาณน้อยลง เนื่องจาก สมองรับรู้ความอิ่มหลังจากที่ร่างกายอิ่มไปแล้วประมาณสิบนาที เมื่อคุณทานช้าลง ระยะเวลาสิบนาทีของการประสานงานระหว่างสมองกับร่างกายจึงไม่มากพอทีจะทำให้ คุณ ยัดทะนานจนกระทั่งจุกนั่นเอง

          การกินอาหารหลากหลายประเภทพร้อมกับข้าว จะทำให้ร่างกายใช้พลังงานในการเผาผลาญมากขึ้น เนื่องจากความหลากหลายของพลังงานจะช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญให้ทำงานตลอด เวลา เพราะร่างกายจะคิดว่า มีอาหารชนิดใหม่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นจึงควรใช้ภาชนะขนาดเล็กตักกับข้าวหลากหลายเพื่อรับประทานในหนึ่งมื้อ มากกว่าตักอาหารชนิดเดียวใส่ชามอ่าง แม้จะอิ่มเหมือนกัน แต่อ้วนไม่เหมือนกันแน่นอน


รู้ทัน เบาหวาน

ตามจริงโรคเบาหวาน เป็นโรคที่คุ้นหูกันพอควร โรคนี้พบบ่อยขึ้นเรื่อยๆ อาจจะเป็นเพราะผู้คนสนใจสุขภาพกันมากขึ้น  หมั่นตรวจสุขภาพ และเทคโนโลยีทางการตรวจเบาหวานดีขึ้นมาก แต่ถึงอย่างไร แม้เราจะมีแพทย์ผู้เชี่ยยวชาญมากมาย  หรือเทคโนโลยีทันสมัยปานใด ปัจจุบันเราก็ยังพบ โรคแทรกซ้อนจากเบาหวานได้บ่อยอยู่ เช่น ไตวาย ตาบอด แผลติดเชื้อ  ทำให้ต้องตัดขาพิการไป ซึ้งยังไม่รวมอย่างอื่นๆ เช่น อัมพาต หัวใจตีบ

จะว่าไปแล้ว เบาหวานก็คล้ายๆ กับโรคอีกหลายโรค มักจะพูดถึงว่าเป็นเพื่อนกัน มักมาด้วยกัน คือ ความดันโลหิตสูง, ไขมันสูง, เก๊าท์  และถ้าเป็นพร้อมๆ กัน ทำให้การดำเนินโรค การรักษา มีภาวะแทรกซ้อนเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น โรคที่กล่าวมาส่วนใหญ่  ไม่มีอาการระยะเริ่มแรก เมื่อโรคเป็นมากแล้ว ถึงค่อยแสดงอาการ  บางครั้ง เมื่อเราไม่ค่อยสนใจสุขภาพเท่าที่ควร ก็จะทำให้วินิจฉัยและรักษาล่าช้า จนทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต จริงๆ แล้ว ก็ไม่อยากให้ตกใจ หรือตื่นกลัว, กังวลมากเกินไป เกี่ยวกับโรคที่เป็น เพราะเมื่อเป็นแล้วต้องทำใจ และยอมรับ เพราะของมันเป็นกันได้ (สังขารไม่เที่ยง) ซึ่งถ้าเราปฏิบัติตัวดี เหมาะสม ก็จะมาสารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข เช่นคนที่ไม่เป็นโรคทั่วไป

ปัจจุบัน วิถีชีวิตคน (ไทย) เปลี่ยนไปมาก ทั้งในด้านสังคม ซึ่งนับวันจะมีความเครียดสูง, ทำงานแข่งกับเวลา หรือแข่งกันทุกๆ อย่าง  ขาดกาออกกำลังกาย และพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม คือกินมากไปและไม่มีคุณภาพ ไม่รวมถึงสารพิษ ที่เต็มใจบริโภคกันเข้าไปอีก เช่น บุหรี่และแอลกอฮอล์ จึงก่อให้เกิดการเกินพอดี เนื่องจากกินมามากและสะสมานาน ขาดการออกกำลังกาย

พออายุเลย 40 ปีไปแล้ว ชีวิตก็เหมือนดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงพอดี จากนั้นก็เริ่มบ่ายคล้อยลงเรื่อยๆ อาหาร  พลังงาน จะเริ่มต้องการน้อยลง ดังนั้น ถ้าเรากินเท่าเดิมก็ยังเกินเลยนะ  ดังนั้น ควรบริโภคให้น้อยลงบ้าง และเน้นคุณภาพ  เรื่องกินนี้เรื่องใหญ่ พอเกินจนล้น ก็เกิดโรคเบาหวาน ไขมันสูง เก๊าท์ น้ำหนักมากเกินไป กลายเป็นโรคความดันโลหิตสูง หัวใจ ไขข้อ ตามมาอีกพรวน

โรคเบาหวาน ดังที่ทราบกัน เป็นโรคที่มีความผิดปกติ เกี่ยวกับขบวนการเคมีของร่างกาย (Metabolism) ทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ จนทำให้เกิดอาการขึ้น คือ น้ำตาลที่สูงมากกว่าปกตินั้น เมื่อกรองผ่านไปที่ไต ไตไม่สามารถดูดน้ำตาลกลับได้หมด  จึงทำให้ความเข้มข้นของน้ำตาล ในท่อไตมากกว่าปกติ ทำให้น้ำ (จากเลือด) ไหลย้อน จากเนื้อไตเข้าไปยังท่อไต ซึ่งมีความเข้มข้นสูง แล้วก็ปัสสาวะออกมา ทำให้ปริมาณน้ำปัสสาวะที่ออกมา มากกว่าปกติ  อาการเริ่มแรกที่เห็น  คือ ปัสสาวะบ่อยและมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน อาจจะมากกว่า 3 – 4 ครั้ง ขึ้นกับความรุนแรงของโรค  พอปัสสาวะมาก ก็ทำให้ร่างกายขาดน้ำ จึงทำให้คนที่เป็นเบาหวาน  ต้องกินน้ำมากๆ เพื่อแก้กระหาย และทดแทนน้ำที่เสียไป  และเนื่องจากร่างกายได้รับน้ำตาล จากการกินเข้าไปแล้ว เอาไปใช้ไม่ได้ จึงทำให้น้ำหนัก ลดค่อนข้างรวดเร็ว และหิวบ่อย เพราะกินแล้ว มันรั่วหายหมดไปทางปัสสาวะ  ดังนั้น อาการเริ่มแรกทั้งหมดของเบาหวาน จึงเป็นปัสสาวะบ่อยมาก ดื่มน้ำมาก กินเก่ง หิวบ่อย น้ำหนักลด

ถ้าจะเอาให้ลึกลงไปเล็กน้อย เกี่ยวกับกลไกการเกิดน้ำตาลสูง ตามปกติน้ำตาล (แป้ง) เป็นแหล่งพลังงานของเราเป็นอันดับแรก ต่อไปก็ไขมัน, โปรตีน ตามลำดับ เมื่อเรากินแป้งเข้าไปโดยธรรมชาติ เช่น ข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว น้ำตาล เผือก มัน  การที่จะเอาน้ำตาลไปเผาผลาญ ให้เกิดพลังงานต้องใช้อินซูลิน ที่สร้างโดยตับอ่อน ความผิดปกติที่พบมี 2 อย่าง คือ ขาดอินซูลิน เพราะตับอ่อนไม่สร้าง หรือว่ามีอินซูลินผิดปกติ แต่เนื้อเยื่อ หรือเซลล์ของร่างกายไม่ตอบสนอง คือ ดื้อ อินซูลินนั่นเอง  โรคเบาหวาน ที่พบในคนอายุน้อย (ส่วนใหญ่น้อยกว่า 30 ปี) จะเป็นพวกขาดอินซูลิน ส่วนพวกที่พบในผู้ใหญ่ หรือคนสูงอายุ (โรคเฉพาะคนอ้วน) จะเป็นพวกดื้ออินซูลิน นอกจากอาการที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีอาการอื่นๆ ที่เกิดจากเซลล์ในร่างกายขาดน้ำ เช่น อ่อนเพลีย วิงเวียน มึนงง ตามัว คอแห้ง หรือแม้แต่สมรรถภาพทางเพศเสื่อม

การที่คนโบราณเรียก โรคเบาหวาน คงจะมาจากสมมติฐานที่ว่า ปัสสาวะ ซึ่งอาจจะเกิดจากประสบการณ์ การลองชิมปัสสาวะ หรือสังเกตเห็นมาตอม  แต่อาการมดตอมปัสสาวะ ก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะปัสสาวะมีสารประกอบอื่นๆ อีกที่มดชอบ  ดังนั้น คงต้องพิจารณาอาการอื่นๆ ด้วย


5 ทิปส์ช่วยสุขภาพแข็งแรง

 การเริ่มต้นที่ดีคือเบื้องต้นของ ความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวัง และหากคุณอยากให้ตัวเอง หล่อ สวย อ่อนวัย และที่สำคัญคือหมดความกังวลในเรื่องของสุขภาพ นี่คือ 5 ทิปส์ดี ๆ ที่น่าทำ

ลดน้ำหนัก

          ขั้นตอนแรกเพื่อลดน้ำหนักคือ การตัดสินใจว่า เป้าหมายในการลดน้ำหนักของคุณคือเท่าไหร่ โดยการตั้งเป้าหมายลดน้ำหนักให้ได้ 3-4 กก.ต่อเดือนเป็นอัตราที่แนะนำที่คุณควรลดน้ำหนัก สิ่งที่ดีที่สุดคือ การหาวิธีการในการลดที่ยั่งยืนและทำได้ต่อเนื่อง โดยไม่คาดหวังผลรวดเร็วเกินไป ลองงดอาหารเย็น หรือเปลี่ยนเป็นรับประทานสลัดผักน้ำใสแทนอาหารหนักในมื้อเย็น แค่ทำต่อเนื่องสัก 2 สัปดาห์ น้ำหนักจะลดลงเฉลี่ย 2 กก.

เลิกดื่มสุรา เลิกสูบบุหรี่

          สิ่งสำคัญที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ไม่ใช่การกำจัดทั้งหมดในครั้งเดียว แต่ควรเน้นไปที่การลดปริมาณแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ลดความถี่ หรือลดจำนวนในการเสพ ตั้งเป้าหมายต่ำ เช่น ลดบุหรี่น้อยลงจากปกติ 3 มวนต่อวัน หรือลดความถี่ในการดื่มสุราลงเหลือสัปดาห์ละ 1 วัน จากนั้นอีก 3 เดือน เมื่อร่างกายเริ่มเคยชินกับปริมาณการเสพที่้น้อยลง ค่อยปรับลดพฤติกรรมต่าง ๆ ลงอีกเล็กน้อย แล้วในที่สุดคุณจะ clean ร่างกายเป็นผลสำเร็จ

ออกกำลังกายเป็นประจำ

          มีรายงานการศึกษาหนึ่งพิสูจน์แล้วว่า การเดิน 30 นาทีต่อวัน ช่วยเพิ่มอายุขัยของเราได้ 1.3 ปี นอกจากนั้น ยังสามารถลดความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี และช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างไม่คาดฝันอีกด้วย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยังช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานมีประสิทธิภาพ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ลองเดินเร็วในบ้าน หรือรอบ ๆ บ้านสัก 30 นาทีต่อวัน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ต่อเนื่องกัน 3 เดือน แล้วคุณจะพบกับความเปลี่ยนแปลงในร่างกายอันสุดแสนมหัศจรรย์

เลือกกินอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ สะอาด ปลอดภัย ครบ 5 หมู่

          คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุรวมทั้งไขมัน ในปริมาณที่เหมาะสมครบถ้วน หากกินได้อย่างนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาบำรุง หรืออาหารเสริมแต่อย่างใด ตลอดจนหลีกเลี่ยงอาหารที่มันมาก ๆ หรือหวานจัด ไม่กินปลาดิบ หรือเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก ล้างผักสด ผลไม้ มือ และภาชนะให้สะอาดก่อนกินอาหาร เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากพยาธิ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไนเตรทสูง โดยเฉพาะอาหารโปรตีนที่ใช้ดินประสิวเป็นสารปรุงแต่ง เช่น แหนม ไส้กรอก ปลาร้า เพื่อป้องกันโรคมะเร็งตับ หากปฏิบัติตามนี้ จะช่วยให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายเป็นปกติ และเต็มประสิทธิภาพ น้ำหนักตัวไม่เกิน อีกทั้งป้องกันโรคได้ ซึ่งถ้าเจ็บป่วยขึ้นมา ร่างกายก็จะไม่ทรุดหนัก และสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าคนทั่วไป

หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม

          เพราะทำให้ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลนานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นและอาจเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ พบว่ามากกว่าร้อยละ 80 มีการใช้ยาหลายขนานร่วมกัน เนื่องจากมีความซับซ้อนของโรคหลายชนิด และที่ร้ายที่สุด คือ ซื้อยากินเองโดยไม่พบแพทย์


สิวบอกโรค บอกอารมณ์และโรคร้าย

สีหน้าและแววตา ใช้สื่อถึงความรู้สึกและอารมณ์ต่างๆ ได้ แต่ผิวหน้าของคนเราก็สามารถสื่อถึงสุขภาพภายในร่างกายได้เหมือนกัน

วิธีการสังเกตถึงสุขภาพภายในร่างกายของเราหรือของคนใกล้ตัวเรานั้น  ด้วยศาสตร์ใหม่จากการวิเคราะห์สภาพผิว Face Mapping กระบวนการพิสูจน์และวิเคราะห์สภาพผิวด้วยศาสตร์ตะวันออก ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาความคิดเบื้องต้นที่ว่า “ผิวหน้าสามารถบ่งบอกได้ถึงสุขภาพภายในร่างกายที่มีผลกระทบต่อผิวพรรณ” ทำให้เข้าใจได้ถึงสาเหตุการเกิดปัญหาสุขภาพผิว

ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพผิว จากศูนย์สุขภาพผิวเลียวนาร์ด เดรก ได้นำเสนอแนวทางการป้องกันโดยมีหลักในการวิเคราะห์สภาพผิวแบบ Face Mapping นั้นจะเป็นการวิเคราะห์สภาพผิวที่ละเอียดกว่าการวิเคราะห์ผิวโดยทั่วไป  โดยแบ่งส่วนใบหน้า  ลำคอ และแผ่นอกออกเป็น 4 โซน

Face Mapping
สิวบอกโรค

สิวบอกโรค : โซนที่ 1 และโซนที่ 3 ถ้ามีปัญหาสิวบริเวณนี้ คุณอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ดังนั้นอาจต้องดื่มน้ำมากขึ้นหรือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

สิวบอกโรค : โซนที่ 2  สิวบริเวณหว่างคิ้ว เกี่ยวกับตับ อาจมีปัญหาในการย่อยแลคโทส (ดื่มนมไม่ได้) การทานอาหารรสจัดหรือทานอาหารดึกเกินไป

สิวบอกโรค : โซนที่ 4 และโซนที่ 10 ผิวบริเวณหูนี้เป็นผลพวงของไต หากรู้สึกร้อนที่หู คุณอาจต้องลดการรับประทานเนื้อสัตว์ลง

สิวบอกโรค : โซนที่ 5 และโซนที่ 9  บริเวณแก้มทั้งสองด้าน โดยแก้มส่วนบนจะเกี่ยวข้องกับไซนัสและปอด ส่วนแก้มส่วนล่าง เหงือกและฟัน สาเหตุอาจเป็นเพราะสูบบุหรี่จัด หรือแพ้ควันบุหรี่ ภูมิแพ้ เป็นหวัดเรื้อรัง หรืออาจใช้บลัชออนและรองพื้นไม่เหมาะสม ถ้าเป็นริ้วรอยลึกบริเวณโหนกแก้มอาจบ่งบอกถึงปัญหาเรื่องปอดหรือการหายใจ ถ้ามีสิวแบบเป็นๆ หายๆ ที่แก้มด้านล่างอาจมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน หรือโทรศัพท์มือถือไม่สะอาด

สิวบอกโรค : โซนที่ 6 และโซนที่ 8 ตำแหน่งรอบดวงตาทั้ง 2 ข้าง เกี่ยวข้องกับไต และปัญหาภูมิแพ้ สาเหตุมาจากเครื่องสำอางที่ใช้อยู่ อาจไม่เหมาะสม หรือใส่แว่นตาที่เสียดสีมาก รอยคล้ำอาจเกิดจากการมีสารพิษตกค้างในร่างกายมาก หรือพักผ่อนน้อย เปลือกตาหากมีความระคายเคือง อาจมาจากการเป็นภูมิแพ้ หรือขาดสารอาหาร

สิวบอกโรค : โซนที่ 7  ผิวบริเวณจมูกและริมฝีปาก แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หากมีสิวบริเวณนี้อาจหมายถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ การมีประจำเดือน การรับประทานยาคุมกำเนิด

สิวบอกโรค : โซนที่ 11 และโซนที่ 13 หากผิวบริเวณนี้แตกระแหง สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาของฟันกราม หรือปัญหาเกี่ยวกับฟัน

สิวบอกโรค : โซนที่ 12 สิวเรื่อๆ บริเวณคางนี้ สามารถบ่งบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องลำไส้เล็ก ที่มีผลจากการรับประทานของเผ็ด

สิวบอกโรค : โซนที่ 14 หากคุณมีสิวบริเวณนี้แล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังเครียดสูง

นี่เป็นเพียงแค่รายละเอียดเพียงเล็กน้อยของการวิเคราะห์สภาพผิวหน้าที่ทำให้รู้ได้ถึงสุขภาพภายในร่างกาย ซึ่งจะทำให้เราทราบได้ว่าจะต้องดูแลบำรุงทั้งสุขภาพภายในและภายนอกอย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีทั้งสีหน้า แววตาและผิวพรรณที่เป็นสุขได้แล้ว


สดชื่นยามเช้าสำหรับคนนอนดึก

- น้ำมะนาว สำหรับคนชอบเที่ยวสถานที่กลางคืน พอตื่นขึ้นมาจะรู้สึกเจ็บคอ แนะนำให้หาน้ำมะนาวมาดื่ม เพราะมะนาวจะมีกรดมะนาว หรือ กรดซิกตริก แถมมีน้ำมันหอมระเหยอยู่เล็กน้อยพอได้กลิ่นหอมชวนดื่มจากเปลือกที่โดนคั้น แถมยังมีวิตามินซี ที่นอกจากจะช่วยขับเสมหะแก้อาการเจ็บคอ ยังช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น รู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย

- น้ำขิง สำหรับคนที่รู้สึกเมาค้าง ลองหาน้ำขิงร้อนๆ มาดื่ม เพราะขิงเป็นสมุนไพรที่มีรสชาติและกลิ่นพิเศษ ขิงมีสารเคมีชนิดหนึ่งประเภทน้ำมันหอมระเหย ให้ทั้งรสและกลิ่น การทำน้ำขิงให้อร่อย ให้บุบหัวขิงที่ยังไม่แก่จัดจนเกินไป ต้มด้วยน้ำร้อนพอเดือด หากต้มนานเกินไปขิงจะเสียรสเสียกลิ่น จะดื่มเปล่าๆ หรือเติมน้ำตาลให้รสชาติหวานน่ากินก็ได้

- น้ำผัก น้ำผลไม้ ดื่มง่ายแถมยังอุดมไปด้วยวิตามินหลากหลายชนิด ในน้ำผัก น้ำผลไม้ มีส่วนผสมของน้ำตาล สามารถให้พลังงานแก่ร่างกายช่วยให้หายเหนื่อย หายเพลีย ทำให้ร่างกายสดชื่น อีกทั้งยังมีแร่ธาตุ เช่น โซเดียม โปแตสเซียม สังกะสี ที่จะเข้าไปทดแทนในส่วนที่เสียไป

- น้ำหวานๆ คนที่นอนดึกส่วนใหญ่จะตื่นขึ้นมาแล้วมีอาการปวดหัว มึนศีรษะ รู้สึกเกิดอาการเครียดทางประสาท นั่นก็เพราะว่าร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ อาหารที่มีสามารอาหารของแป้งและน้ำตาลสามารถช่วยได้


เคล็ด(ไม่)ลับ…นอนหลับฝันดี

1. อย่าเข้านอนเพราะว่า “ถึงเวลานอนแล้ว” : แต่จงเชื่อนาฬิกาในตัวคุณเอง โดยสังเกตุจากร่างกายจะสื่อให้ทราบเมื่อถึงเวลา อย่างเช่น การหาวนอน อาการแสบตา ความรู้สึกประเภท “ลานหมด” หัวจะทิ่มลงท่าเดียว หนังตาเริ่มหย่อน ความรู้สึกว่าจะหลับแล้ว แต่ถ้าคุณพลาดสัญญาณต่างๆเหล่านี้ไปแล้ว คุณจะต้องไปอีกอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง กว่าที่จะให้ร่างกายง่วงขึ้นอีกครั้ง เพราะคนเราต่างมีความรู้สึกง่วงนอนต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าง่วงนอนแล้วก็ควรนอนเลย… เพื่อจะได้ไม่เกิดอาการนอนไม่หลับ 2. อย่านอนผิดเวลาทุกวัน : อย่างถ้าคุณรับประทานอาหารเวลาเดิม ก็แนะนำว่าควรเข้านอนเวลาเดิมเป็นประจำ อย่างเช่น ปกตินอน4ทุ่ม ก็ขอให้นอน 4 ทุ่มทุกวัน มิฉะนั้นจะเกิดความเสี่ยงที่จะง่วงนอนผิดเวลา 3. ทดลองหลับแว่บเดียว : อย่างเช่น คุณนั่งบนเก้าอี้โซฟา มือหนึ่งถือช้อนกาแฟ ตรงปลายเท้าของคุณวางจานโลหะไว้ 1 ใบ เมื่อเผลอหลับ มือนั้นก็จะปล่อยช้อนหล่นลงมาบนจานโลหะ ส่งเสียงดัง มันเป็นการปลุกให้คุณตื่น คำอธิบายเมื่อหลับตา คุณจะสามารถตัดข้อมูล ไม่ให้เข้าสู่สมองได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งควรฝึกวันละหลายๆครั้ง 4. พักกลางคัน : เป็นการพักเพื่อลดความเหนื่อยล้า ง่ายๆด้วยการ นั่งสบายๆอยู่บนโต๊ะทำงานของคุณ หนุนศรีษะบนแขนที่ไขว้กัน หรือ นอนท่าเหยียดยาว หลับตาและปล่อยตัวตามสบาย สัก 5 นาที 5. สะสมการนอน “ช่วงสั้น” ในวันทำงาน : ถ้าจะให้นั่งหลับเวลาทำงานก็คงดูไม่เหมาะสม คุณก็เปลี่ยนเป็นเก็บสะสมความอยากนอนของคุณไว้ เพื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณจะได้นอนพักผ่อนได้อย่างเต็มอิ่ม ใช้หนี้ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งสัปดาห์ 6. งดออกกำลังกายในตอนเย็นหลังเลิกงาน : ความเข้าใจผิดๆ จากการเล่นกีฬาหลังเลิกงาน จะทำให้เหนื่อยจนคุณอยากจะนอน คุณเข้าใจผิด เพราะการออกกำลังกายช่วงหัวค่ำจะทำให้ร่างกายสดชื่นตื่นตัวตากหาก 7. ฝึกชี่กง (ลมปราณ) : ชี่กงเหมาะมากสำหรับสงบความคิดจิตใจ และขจัด ความอ่อนเพลีย ในไม่ช้าคุณจะเรียนรู้ที่จะทำท่าที่ชวนให้ง่องนอนเป็น 8. รับประทานอาหารค่ำแต่หัวค่ำ : แต่ควรหลีกเลี่ยงการเข้านอน “ขณะยังย่อยอาหารอยู่” ควรรอให้ผ่านไปสัก 2-3 ชั่วโมงหลังอาหารมื้อนี้ แล้วจึงค่อยนอน 9. เดินย่อยอาหารมื้อค่ำ : เป็นการรอเวลาจากข้อ 8 ในการรอเข้านอน… 10. เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำชา : เป็นตัวทำลายความง่วง… และบางครั้งระบบเผาผลาญ บางคนต้อง ใช้เวลาสิบสอง ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อกำจัดกาแฟเพียงถ้วยเดียว 11. การหาว : จะช่วยผ่อนคลายได้ และทำให้อยากนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า ได้ยืดแขนยืดขาด้วย 12.ดื่มเครื่องดื่มชาสมุนไพร : ที่มีคุณสมบัติในการกล่อมประสาทอย่าง ชาคาโมมายล์ ลาเวนเดอร์….จะช่วยให้นอนหลับได้ 13.ลดปริมาณอาหาร และ กลูไซด์ (อินทรียสารในคาร์โบไฮเดรต) : มื้อค่ำ หลีกเลี่ยงน้ำตาล ของหวานที่หวานจัด น้ำผึ้ง น้ำอัดลม… เพราะเสี่ยงที่จะเสริมให้โลหิตมีปริมาณกลูโคสต่ำกว่าปกติในตอนกลางคืน 14.รับประทานแอปเปิ้ล ผักกาดหอม และผลิตภัณฑ์จากนม : อาหารเหล่า นี้เป็นเพื่อนกับความง่วง เพราะประกอบด้วยสารหลักใน ตัวยาที่ออกฤทธิ์ วิตามินและเอ็นไซม์ที่เป็นสื่อกลางช่วยให้ง่วงเหงาหาวนอน ควรเลือกผลิตภัณฑ ์จากนมที่ย่อยได้ง่ายที่สุด อย่างโยเกิร์ต (นมเปรี้ยว) นมข้น และเนยแข็งสีขาว ดีกว่าพวกเนยแข็งที่ไขมันสูงและผ่านการหมักเชื้อ สำหรับอาหารค่ำ ควรเลือกอาหารจำพวกปลานึ่ง ผักนึ่ง และผลไม้ที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหาร ที่มีไขมัน ผลิตภัณฑ์จากหมูเนื้อ เครื่องเทศและเครื่องปรุงรส 15. ก่อนนอนอย่าดื่มน้ำมากเกินไป : ตั้งแต่เวลา 18 นาฬิกาเป็นต้นไปจงลดการบริโภคของเหลว แต่ละหว่างวันควรดื่มน้ำมากๆค่ะ 16. เสียงรบกวน : เสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ลดทอนการนอนหลับ ลองหาสำลีอุดหูหรือติดกระจกซ้อนสองชั้น ปูพรมตลอดห้อง ใช้เพดานเก็บเสียง… 17.หัวเราะวันละหลาย ๆ ครั้ง : หัวเราะเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาท สำหรับบางคน “หัวเราะนาทีเดียวมีค่าเท่ากับการ ผ่อนคลายร่างกายสี่สิบห้านาทีเต็ม” 18. ที่นอนเป็นเรื่องสำคัญ : เลือกฟูก ขนาดที่นอน ขนาด 160 คูณ 200 ซ.ม. กว้างกว่าฟูกมาตรฐานขนาด 140 คูณ 190 ซ.ม. หรือไม่ก็ไปหาฟูกแบบอเมริกัน เลือกตามชอบใจว่าจะเป็น คิงไซส์ ขนาด 190 คูณ 200 ซ.ม. หรือแคลิฟอร์เนียนคิงไซส์ ขนาด 180 คูณ 210 ซ.ม. 19. ตรวจสอบทิศทาง สำหรับการวาง เตียงนอน : คือให้ศีรษะหันไปทางทิศเหนือ เท้าไปทางทิศใต้ตามทิศทาง ของคลื่นแม่เหล็กโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าให้ศีรษะหันไปทางทิศ ตะวันออก 20. สีผนังห้องนอน : การใช้สีฟ้ากลาง ๆ เป็นสีสำหรับ การนอนที่ดีที่สุด 21. แสงสว่าง : ลดไฟฟ้าในห้องนอนของคุณ หรือปิดตาสักครู่ก่อนดับไฟ จะช่วยให้ร่างกายปรับความสมดุลง่ายขึ้น โดยช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงคือ 2-3 นาที และปฏิบัติกลับกันในตอนเช้า 22.ไม่ควรนำต้นไม้ใบเขียวไว้ในห้องนอน : เพราะต้นไม้ที่อยู่ภายในห้องนอนจะมาแย่งออกซิเจนเรา ถ้าอยากได้ต้นไม้มาตั้งในห้องนอนจริงๆ ก็ควรเป็นต้นไม้ปลอมดีกว่า… 23. วารีบำบัด : สปาบางแห่งเสนอวิธีบำบัดที่ช่วย สำหรับการนอนหลับ ประกอบด้วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ โดยการแช่น้ำในอ่างที่ผสมหัวน้ำมันดอกลาเวนเดอร ์จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย 24. อุณภูมิภายในห้องนอน : ควรให้อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20 ถึง 25 องศาเซลเซียส 25.ควบคุมการหายใจ : ร่างกายเพิ่มการหายใจในระดับทรวงอกเอง หายใจเข้าช้า ๆ และลึก ๆ โดยใช้ท้องแบบสบายๆไม่ต้องฝืน และ ต่อเนื่องกัน จากนั้นหายใจออกแล้วหยุดไว้สองวินาที ก่อนหายใจใหม่อีกครั้ง การหยุดช่วงสั้น ๆ ทำให้ระบบประสาทสงบลง ให้ปฏิบัติการหายใจในท่านอนเหยียดยาวก่อนนอน 26. น้ำมันหอม : ระเหยผสมลงไปในน้ำมันฐาน หรือครีมที่เป็นกลาง ถ้าชอบจะเพิ่มน้ำมันหอมระเหย (ดอกลาเวนเดอร์ ดอกมาร์จอแลน ดอกบาซิลิก หรือเนโรลี) โดยหยดผสมไปกับน้ำมันฐาน (น้ำมันหอม ระเหยมากที่สุด 5 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันฐานถ้าเป็นไปได้ ใช้ชนิดบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ตามธรรมชาติ) โดยใช้นวดตัว และเน้นที่เท้า กลุ่มเส้นประสาท เส้นโลหิต หรือต่อมน้ำเหลือง เทคนิคอื่นในการคลายเครียดได้แก่ การใช้ฝ่ามือทั้งสองนวด โดยกางนิ้วออก นวดศีรษะเบา ๆ ไล่จากคางขึ้นไปถึงหน้าผาก แล้วย้อนกลับลงมาที่ท้ายทอย คุณนวดที่หางตาได้ด้วยเช่นกัน 27. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ : วิธีนี้ช่วยลดภาวะตึงเครียด สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ การนอนง่ายคือบังคับควบคุมความรู้สึกของสายตาและไม่คิดอะไร ขณะนอนหลับ ระบบสัมผัสทั้ง 5 ของเราจะได้พักผ่อนเต็มที่ เริ่มต้น จากการมอง การรับกลิ่น การรับรส การสัมผัส และสุดท้ายการได้ยิน 28.อาบน้ำร้อน : การทำเช่นนี้มี ปฏิกริยากล่อมประสาทให้ง่วงนอน (สำหรับแปดในสิบหน) วิธีการคือ เพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นจาก 35 ถึง 39 องศาเซลเซียส และคุณสามรถเติมสมุนไพร สกัดลงในอ่างน้ำร้อนได้ แต่เพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น เพราะมีเพียงความร้อนเท่านั้นที่ทำปฏิกริยา คุณเพียงแต่แช่ เท้าในน้ำร้อนก็ได้ ซึ่งจะต่อเนื่องถึงอุณหภูมิของร่างกาย และมีผลผ่อนคลายกลุ่มร่างแหเส้นประสาท เส้นโลหิต หรือหลอดน้ำเหลือง ให้ปฏิบัติก่อนเข้านอน 29. วางมือทั้งสองข้างบนหน้าท้อง : ความร้อนจากมือช่วยผ่อนคลาย อวัยวะภายในช่องท้องที่ขวางการไหลเวียนพลังงาน 30. อย่าคาดหมายล่วงหน้า : พยายามอย่านึกคิดล่วงหน้าถึงการนัดหมาย เพราะว่าความกังวล จะทำให้คุณนอนไม่หลับ 31. ผ่อนคลายตัวเองด้วยการหลับตา : จินตนาการถึงการอาบน้ำ ฝักบัวเย็นฉ่ำที่ราดรดลงมาจาก ศีรษะแล้วไหลไปตามลำคอ นำพาความเครียดทั้งวัน ที่ผ่านมาให้ไหลไปตามทางน้ำ หรือใช้วิธีหายใจลึกๆ ผสานกับการคิดแต่ในแง่ดี (“ฉันยอมหลับอย่างวางใจ” “ฉันรู้สึกผ่อนคลาย เต็มที่”) 32. บอกเลิกกิจกรรมทุกอย่าง : สามชั่วโมงก่อนนอน ที่คร่ำเคร่งและใช้สติปัญญา หยุดอ่านหนังสือถ้ามันจุดจินตนาการของคุณให้ทำงาน ผลักดันให้ฝันหรือใช้ความคิดใคร่ครวญ 33. สังเกตสิ่งทำแล้วหลับได้ดี : เพื่อจะได้นำมาใช้ใหม่ ในค่ำคืน ที่นอนไม่หลับสักที เคล็ดลับง่ายๆ แค่นี้ คุณก็สามารถนอนหลับฝันดีกันได้แล้ว…


เมนูข้าวโอ๊ต อิ่มอร่อยแบบไม่อ้วน

 

“ข้าวโอ๊ต” อาหารธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเลย เพราะตอนนี้ สาว ๆ กำลังฮิตใช้เมนูข้าวโอ๊ตช่วยลดน้ำหนัก แต่นอกจากข้าวโอ๊ตจะช่วยลดน้ำหนักได้แล้ว ข้าวโอ๊ตยังมีคุณค่าอีกหลายประการ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันโรคยอดฮิตต่าง ๆ ได้มากมายหลายโรค

ล่าสุดมีผลการวิจัยจากนักวิจัยชาวอิตาเลียน ตีพิมพ์ในวารสาร Journal Cancer Immunology Immunotherapy รายงานว่า สารเบต้ากลูแคน ซึ่งพบในข้าวโอ๊ตช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ช่วยให้เม็ดเลือดขาวไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ซึ่งเป็นสาเหตุของการอาการป่วยต่าง ๆ ทั้งเป็นหวัด เจ็บคอ หรือเป็นไข้ นอกจากนี้สารเบต้ากลูแคนยังมีประสิทธิภาพช่วยต้านเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

ข้าวโอ๊ตมีไขมันต่ำ มีเส้นใยสูง ปราศจากคอเลสเตอรอล อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และสารแอนตี้ออกซิแดนท์ การรับประทานข้าวโอ๊ตอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยรักษาระดับความดันโลหิตให้ปกติ ช่วยลดการสะสมคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด

นอกจากนั้นยังเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะเมื่อร่างกายใช้อินซูลินน้อยลงทำให้เรารู้สึกอิ่มนาน ไม่หิวระหว่างวัน มีผลการวิจัยว่า หากรับประทานข้าวโอ๊ตสุกวันละ 1/2 ถ้วยตวง สามารถลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ถึง 2%

เมนูข้าวโอ๊ตสามารถประยุกต์ทำเป็นได้ทั้งอาหารคาวและอาหารว่าง หากอยากรับประทานแบบเบา ๆ แต่อิ่มได้นาน อาจผสมในโยเกิร์ต นมสด น้ำเต้าหู้ เติมผลไม้ หรือมูสลี่เพิ่มรสชาติ หรือหากอยากให้อิ่มไปอีก 1 มื้อ อาจปรุงเป็นโจ๊กแบบต่าง ๆ ก็อิ่มอร่อย แบบไม่ “อ้วน” ได้เช่นกัน

โจ๊กข้าวโอ๊ตผักโขม

ส่วนผสม

ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย

ผักโขม (หรือผักกวางตุ้ง) ใช้เฉพาะใบสับหยาบ

น้ำซุป 4 ถ้วย

ตับหมูต้มบด

วิธีทำ

นำข้าวโอ๊ตต้มกับน้ำซุปจนนุ่มเละ ใส่ตับหมูที่ต้มสุกแล้ว ตามด้วยผักโขมสับ รอจนเดือดยกลงเสิร์ฟได้

ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต

ส่วนผสม

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย

กล้วยหอม 1 ผล

มูสลี่ 1 ช้อนโต๊ะ

ข้าวโอ๊ต 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ผสมโยเกิร์ตกับกล้วยหอมบดละเอียด 1 ผลเข้าด้วยกัน ใส่ข้าวโอ๊ต มูสลี่ และน้ำผึ้ง คลุกเคล้าให้ทั่ว เหมาะเป็นอาหารเช้าหรืออาหารว่าง